เปิดประวัติ “พ่อใหญ่จิ๋ว” เจ้าบ่าวป้ายแดงรอบสี่

2018-07-10 19:00:52

 เปิดประวัติ “พ่อใหญ่จิ๋ว” เจ้าบ่าวป้ายแดงรอบสี่

นับเป็นประเด็นใหญ่ของวันนี้ สำหรับข่าวการประกาศสละโสดเป็นคำรบที่สี่ของ “บิ๊กจิ๋ว” พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี กับ น.ส.อรทัย สรการ ยงใจยุทธ บุตรสาววัย 53 ปีของนายนิพนธ์ สรการ อดีตนายกกำนันผู้ใหญ่บ้านสุราษฏร์ธานี และอดีต ส.ว. ซึ่งเพิ่งจดทะเบียนสมรสไปเมื่อวันที่ 19 พ.ค. 2561 ที่ผ่านมา โดยได้หย่าขาดกับ “คุณหญิงพันธุ์เครือ” มาราว 10 ปีแล้ว พร้อมทั้งย้ายออกจากบ้านพักซอยปิ่นประภาคม มาซื้อบ้านใหม่ย่านเกษตรนวมินทร์อยู่ด้วยกัน เรื่องราวของ “บิ๊กจิ๋ว” หรือ “พ่อใหญ่จิ๋ว” จึงกลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้ง

ว่าแล้ว นิว 18 ก็ขอร่ายประวัติของ “พ่อใหญ่จิ๋ว” กันซักตั้งสำหรับคนที่โตไม่ทันเมื่อคราวท่านดำรงตำแหน่งใหญ่โตทั้งในวงการทหารและแวดวงการเมืองนะคะ


Advertisement




พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เกิดเมื่อวันที่ 15 พ.ค. 2475 ณ บ้านพักของบิดาย่านนางเลิ้ง ซึ่งอยู่ติดกับบริเวณ “วังไชยา” ซึ่งในปัจจุบันกลายเป็นสำนักทะเบียนกลางกรุงเทพมหานคร บิดาคือ ร้อยเอก ชั้น ยงใจยุทธ และมารดา คือ นางละมุน ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น สุรีย์ศรี ยงใจยุทธ

นามสกุล “ยงใจยุทธ” ประทานโดย จอมพล สมเด็จพระราชปิตุลาบรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช (จอมพลคนแรกของกองทัพไทย) ผู้ทรงเป็นพระราชโอรสในรัชกาลที่ 4 คือ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระเทพศิรินทรา พระบรมราชินี

Advertisement




ในวัยเด็ก พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ มีชื่อเล่นเดิมว่า “ตึ๋ง” หรือ “หนู” แต่ต่อมาเพื่อน ๆ นายทหารมักเรียกว่า “จิ๋ว”


ภาพ AFP

พล.อ.ชวลิต เริ่มการศึกษาชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนแถววังบูรพาภิรมย์ เข้าศึกษาชั้นมัธยมที่โรงเรียนอำนวยศิลป์ ในรุ่น “ลมหวน” ซึ่งเป็นรุ่นที่โด่งดังรุ่นหนึ่ง และพลเอก สุจินดา คราประยูร อดีตผู้บัญชาการทหารบก และนายกรัฐมนตรี คนที่ 19 ก็เคยศึกษาที่โรงเรียนนี้เช่นกัน ในเวลาต่อมาได้เข้าศึกษาต่อชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 7 หรือในชั้นเตรียมอุดมปีที่ 1 ณ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา สังกัดจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Advertisement




ในปี พ.ศ. 2491 โรงเรียนนายร้อยทหารบก ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ให้เปลี่ยนชื่อเป็น “โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า” และเริ่มปรับเปลี่ยนหลักสูตรเวสต์ปอยท์รุ่นแรกแทนหลักสูตรเก่า จึงหันเหมาศึกษาสายทหารในสถานศึกษาแห่งนี้ เมื่อวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2492 ซึ่งเป็นรุ่น จปร.1


ภาพ AFP

นนร. ชวลิต ยงใจยุทธ ได้รับมอบหมายให้เป็นหัวหน้าหมวด มีเพื่อนนักเรียนนายร้อยร่วมรุ่นที่สนิทสนมกันมากในเวลานั้นคือ นนร. สุนทร คงสมพงษ์ หรือ “บิ๊กจ๊อด” ซึ่งต่อมาคือพล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ ประธานสภารักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ หรือ รสช. ซึ่งยึดอำนาจการปกครองจากรัฐบาลของพล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เมื่อวันที่ 23 ก.พ. 2534

Advertisement




เส้นทางทหารของ พล.อ. ชวลิต เติบโตขึ้นเป็นลำดับ ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกและผู้บัญชาการทหารสูงสุดอีกตำแหน่งหนึ่งด้วย ก่อนหน้าที่จะลาออกจากราชการในตำแหน่งทั้งสอง ในวันที่ 27 มี.ค. 2533 เพราะเคยประกาศไว้แล้วว่าจะลาออกก่อนเกษียณอายุราชการ


ภาพ AFP

หลังจากมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 17 พ.ย. 2539 พรรคความหวังใหม่ อันมีพล.อ. ชวลิต เป็นหัวหน้า ได้รับเลือกเข้ามามากที่สุดถึง 125 ที่นั่ง จึงสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ พล.อ. ชวลิต เข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้เป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 22 ของไทย และเป็นเจ้าของสมญา "ขงเบ้งแห่งกองทัพบก" เคยได้รับการแต่งตั้งให้เป็น สมาชิกวุฒิสภา ขณะดำรงตำแหน่งทางทหาร เป็นผู้ก่อตั้ง และหัวหน้าพรรคความหวังใหม่ และเป็นอดีต ส.ส.หลายสมัย มีคะแนนเสียงหนาแน่นในจังหวัดนครพนม สื่อมวลชนและประชาชนทั่วไป เรียก พล.อ.ชวลิต ว่า "บิ๊กจิ๋ว" และในพื้นที่ภาคอีสาน เรียก พล.อ.ชวลิต ว่า "พ่อใหญ่จิ๋ว" นอกจากนั้น พล.อ.ชวลิต ยังได้รับฉายา "จิ๋วหวานเจี๊ยบ" จากสื่อมวลชน ด้วยบุคลิกพูดจาอ่อนนิ่ม นุ่มนวลของท่าน

Advertisement




พิมพ์นิภา มนตรีอาภรณ์

ด้านชีวิตส่วนตัวสมรสครั้งแรกกับ นางวิภา มีบุตร 3 คน เป็นชาย 1 คน และหญิง 2 คน บุตรชายคือ คฤพล ยงใจยุทธ (ต๋อย) บุตรสาวคือ อรพิน นววงศ์ (ติ๋ม) และพันตำรวจตรีหญิงศรีสุภางค์ โสมกุล (แต๋ว) ในเวลาต่อมาได้สมรสอีกครั้งกับนางพิมพ์นิภา มนตรีอาภรณ์ ซึ่งจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้ให้เกียรติมาร่วมงานมงคลสมรสในครั้งนั้นด้วย แต่หลังจากนั้นไม่นานก็ต้องหย่าร้างกับภริยาผู้นี้


คุณหญิงพันธุ์เครือ ยงใจยุทธ

ต่อมาได้สมรสกับคุณหญิงพันธุ์เครือ ยงใจยุทธ (ลิมปิภมร) หรือคุณหญิงหลุยส์ เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 2507 และครองรักกันยาวนาน โดยไม่มีบุตรด้วยกัน กระทั่งเมื่อมีการเปิดเผยเรื่องการแต่งงานครั้งที่สี่กับน.ส.อรทัย สรการ ของ “พ่อใหญ่จิ๋ว” จึงเป็นการยืนยันอย่างเป็นทางการครั้งแรกว่าชีวิตสมรสกับ “คุณหญิงหลุยส์” นั้นได้กลายเป็นอดีตไปเรียบร้อยแล้ว