จากคำขู่ทำสงครามนิวเคลียร์ สู่การเปลี่ยนแปลงโลกครั้งใหญ่

2018-06-12 18:20:17

จากคำขู่ทำสงครามนิวเคลียร์ สู่การเปลี่ยนแปลงโลกครั้งใหญ่

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ และคิม จอง อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ สร้างประวัติศาสตร์กลายเป็นผู้นำสหรัฐที่อยู่ในตำแหน่งคนแรก และผู้นำเกาหลีเหนือคนแรกที่ได้ประชุมร่วมกัน ซึ่งถือเป็นพัฒนาการที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน หลังจากผู้นำทั้ง 2 คนต่างเล่นสงครามประสาทและข่มขู่กันไปมา




ทั้งคู่หันหน้าเข้าหากันพร้อมจับมือกันใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ที่โรงแรมคาเปลลาโรงแรมหรูบนเกาะท่องเที่ยวยอดนิยม เซนโตซา ของสิงคโปร์ ซึ่งมีการถ่ายทอดสดไปทั่วโลกเมื่อเช้าวันอังคารที่ 12 มิถุนายน ซึ่งถือว่าเป็นวันประวัติศาสตร์โลกอีกหนึ่งวัน ท่ามกลางสายตาของผู้คนทั่วโลกที่เฝ้ามองและลุ้นผลของประชุมครั้งนี้อย่างใจจดใจจ่อ

Advertisement





ไม่ว่าจะมีอะไรแอบแฝง ซุกซ่อนอยู่เบื้องหลังหรือไม่ก็ตาม แต่สถานการณ์ความขัดแย้งในคาบสมุทรเกาหลีผ่อนคลายลงไปได้ อย่างน้อย ๆ ชาวเกาหลีสายเลือดเดียวกัน ที่ต้องพลัดพราก แบ่งแยกประเทศ เพราะสงคราม ก็ใจชื่นขึ้น การประชุมที่สำเร็จลงด้วยดีครั้งนี้ เป็นการจุดประกายความหวังที่จะได้รวมญาติ พบหน้าญาติพี่น้องของตัวเองอีกครั้งหนึ่ง 



Advertisement




ภาพที่ผู้นำทั้ง 2 เดินเข้าหากันเป็นการพบหน้ากันครั้งแรก แล้วจับมือของกันและกันไว้แน่นต่อหน้าเสาธงชาติอเมริกาและเกาหลีใต้ในโรงแรมคาเปลลา คำแรกที่ทรัมป์กล่าวต่อหน้าสื่อว่า "ประธานาธิบดีสหรัฐคาดการณ์ว่า ความสัมพันธ์กับคิมจะยอดเยี่ยม เขารู้สึกยอดเยี่ยมจริง ๆ เรากำลังจะมีการเจรจาที่สุดยอด และจะประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่"




เมื่อทั้งคู่นั่งอยู่ข้างกัน ก็ดูเหมือนจะผ่อนคลาย ไม่ได้มีแววของความบาดหมาง การแสดงออกแบบถ้อยทีถ้อยอาศัย ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างทั้ง 2 มีความก้าวหน้าไปอีกขั้น ทั้ง ๆ ก่อนหน้านี้ ไม่ถึงปี ผู้นำทั้ง 2 ต่างกล่าวหาโจมตีกันไปมาอย่างดุเดือด พร้อมกับการขู่ทำสงครามนิวเคลียร์ ทำเอาโลกร้อนระอุขึ้นมาทันที ส่วนคิม ก็เปิดใจกล่าวว่า มันไม่ง่ายที่จะมานั่งอยู่ตรงนี้ได้ มีอุปสรรคมากมายระหว่างทาง แต่เราก็ก้าวข้ามมันมาได้

ทรัมป์และคิม ใช้เวลาประมาณ 40 นาที เสร็จสิ้นการเจรจากันแบบตัวต่อตัวผ่านล่าม จากนั้นทั้ง 2 ก็เข้าร่วมกับบรรดาที่ปรึกษารับประทานอาหารเที่ยงกัน ซึ่งต่างฝ่ายก็ต่างคุยเรื่องงานกันไปด้วย หลังจากรับประทานอาหารเที่ยงแล้ว

วินาทีที่ทั่วโลกรอคอยก็มาถึง เมื่อทรัมป์และคิม ปิดฉากการประชุมแก้ปัญหานิวเคลียร์ครั้งนี้ ด้วยคำมั่นสัญญาที่เลิศหรูจากประธานาธิบดีสหรัฐที่จะดูแล “ปัญหาอันตรายสำหรับโลก” ประชาชนจะพึงพอใจและมีความสุขมาก ส่วนคิมบอกว่า ผู้นำทั้ง 2 ได้จัดการประชุมกันครั้งประวัติศาสตร์ และตัดสินใจทิ้งอดีตไว้เบื้องหลัง “โลกจะเห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่”




Advertisement



และเมื่อนักข่าวถามว่า จะเชิญคิมเยือนทำเนียบขาวหรือไม่ ทรัมป์ตอบอย่างไม่ลังเลว่า แน่นอนที่สุด เขาจะเชิญคิม

ทั้ง 2 ลงนามในเอกสารฉบับหนึ่ง ซึ่งทรัมป์ระบุว่า เนื้อหาสาระเกือบจะครอบคลุมทุกประเด็น แต่เขาปฏิเสธที่จะบอกว่า เนื้อหาเป็นอย่างไร บอกแต่เพียงว่าจะมีการเปิดเผยให้ทราบกันภายหลัง เอกสารดังกล่าวถูกลงนามอย่างเป็นทางการ หลังการประชุมกันหลายรอบที่โรงแรงคาเปลลา และทรัมป์บอกว่า กระบวนการปลดอาวุธนิวเคลียร์จะเริ่มต้นขึ้นอย่างรวดเร็ว




อย่างไรก็ตาม แม้ว่าความก้าวหน้าที่เกิดจากการประชุมประวัติศาสตร์ครั้งนี้ จะเป็นแค่การเริ่มต้นของกระบวนการทางการทูต แต่มันอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างถาวรต่อภูมิทัศน์ด้านความมั่นคงของเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ เช่นเดียวกับที่อดีตประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน ของสหรัฐ เดินทางเยือนกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน ในปี 2515 นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในจีน



Advertisement




ระหว่างเดินผ่านสวนหย่อมของโรงแรมคาเปลลาหลังรับประทานอาหารเที่ยงแล้ว ทรัมป์เรียกคิมว่า “เป็นนักเจรจาที่ฉลาด, น่ายกย่องและหาตัวจับอยาก” ทรัมป์ได้รับรู้ว่า คิมเป็นผู้ชายที่ฉลาด รักประเทศของเขามาก และบอกว่า การประชุมครั้งนี้ ดีกว่าที่ใครหลายคนคาดการณ์ไว้มาก

การประชุมสุดยอดครั้งประวัติศาสตร์วันนี้ ปิดฉากลงด้วยมิตรภาพ “กำแพงของความบาดหมาง” ถูกพังทลายลงไปได้อย่างเหนือความคาดหมาย นับจากวันนี้ ประวัติศาสตร์ในคาบสมุทรเกาหลีอาจถึงเวลาเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง ความสงบสุขจะกลับคืนสู่ 2 เกาหลี และเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ หลังจากตึงเครียดกันมากว่า 65 ปี จากที่ก่อนหน้านี้ ไม่กี่เดือน คิมและทรัมป์ ขู่ทำสงครามนิวเคลียร์ มาวันนี้ ต่างให้สัญญาประชาคมว่า “จะเปลี่ยนแปลงโลกครั้งใหญ่”

รอดูกันต่อไป






Advertisement




แท็กที่เกี่ยวข้อง