พลิกพระวินัย “เสพเมถุน" อาบัติปาราชิก

2018-06-06 12:55:55

พลิกพระวินัย  “เสพเมถุน" อาบัติปาราชิก

ช่วงนี้วงการพระสงฆ์ ถือว่าอยู่ในช่วงพระศุกร์เข้าพระเสาร์แทรก ตั้งแต่มีการกวาดล้างใหญ่ ไล่ล่าพระเถระผู้ทรงสมณศักดิ์ที่ความผิดชัดแจ้งแล้วว่า กระทำความผิดพระวินัยร้ายแรง ถึงขั้นอาบัติปาราชิก ขาดจากความเป็นภิกษุ ไม่ว่าจะในเรื่องของการฟอกเงิน กรณีเงินทอนวัด หรือแม้แต่เรื่องซุกสีกา และซุกชายหนุ่ม เสพกามกับไม้ป่าเดียวกัน ซึ่งไม่ว่าจะกับผู้ชาย หรือกับผู้หญิง หรือแม้แต่สัตว์เดรัจฉาน ก็อาบัติปาราชิก ฐานเสพเมถุน มีความผิดร้ายแรงเหมือนกัน NEW18 จะพาไปพลิกพระวินัยบัญญัติ เรื่องเสพเมถุนกัน

ในหนังสือนวโกวาท ซึ่งเป็นพระวินัยบัญญัติ สำหรับพระนวกะ หรือพระใหม่ที่ต้องเริ่มเรียนรู้ ท่านขึ้นต้นด้วยเรื่อง อนุศาสน์ 8 อย่าง ซึ่งแบ่งเป็น นิสสัย 4 อกรณียกิจ 4 กล่าวคือ ปัจจัยเครื่องอาศัยของบรรพชิต เรียก นิสสัย มี 4 อย่าง คือ เที่ยวบิณฑบาต, นุ่งห่มผ้าบังสุกุล, อยู่โคนไม้ และฉันยาดองด้วยน้ำมูตรเน่า ซึ่งนิสสัย 4 นี้ ก็เปลี่ยนแปลงได้ตามกาลเวลา เช่น นุ่งห่มผ้าบังสุกุล หรือผ้าห่อศพ ในปัจจุบันนี้ บ้านเมืองเจริญขึ้น เทคโนโลยีก้าวหน้ามากขึ้น ก็ไม่ต้องแล้ว มีจีวรและอัฐบริขารสะดวกขึ้น ญาติโยมก็หาซื้อถวายได้เลย

ส่วนกิจที่ไม่ควรทำ เรียก อกรณียกิจ มี 4 อย่างเหมือนกัน คือ เสพเมถุน (เน้นย้ำเป็นข้อแรกเลย), ลักของเขาเกิน 5 มาสก คือ 1 บาท (ซึ่งก็รวมทั้งฉ้อโกง ฟอกเงินด้วย), ฆ่าสัตว์ และพูดอวดคุณพิเศษที่ไม่มีในตน หรืออวดอุตริมนุสสธรรม กิจ 4 อย่างนี้ บรรพชิตทำไม่ได้ คือห้ามทำ

Advertisement




ทุกคนพอบวช ไม่ว่าบวชพระ หรือสามเณร ต้องมีหนังสือเล่มนี้อ่าน หรือพระพี่เลี้ยงก็ต้องแนะนำให้อ่าน เพราะอกรณียกิจ หรือกิจที่ไม่ควรทำ ทั้ง 4 ข้อนี้แหละที่จะทำให้พระต้องอาบัติปาราชิก ขาดจากความเป็นภิกษุ

คราวนี้ มาว่ากันเรื่องที่กำลังอื้อฉาวอยู่ในดงขมิ้นขณะนี้ เรื่องของอาบัติปาราชิก เจาะจงไปที่เรื่องเสพเมถุน ร่วมสังวาสกับคนหรือสัตว์ หรือพูดง่าย ๆ ก็คือเสพกาม หรือมีความสัมพันธ์ทางเพศ ซึ่งเป็นความผิดที่พระทั้งดัง ระดับเจ้าอาวาส และไม่ดัง ถูกจับสึกมาเยอะแล้ว

Advertisement




พระวินัยทรงบัญญัติข้อห้ามเรื่องการเสพกามที่มากมาย พิลึกพิลั่น เพื่อเป็นการป้องปราม หรือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงในสมัยพุทธกาล โดยมีการห้ามมีความสัมพันธ์ทางเพศกับ 3 สรรพสิ่ง คือมนุษย์ อมนุษย์ (น่าจะหมายถึงทั้งเทวดา ยักษ์ ผี มาร) และสัตว์เดรัจฉาน และเพศทั้ง 4 คือ ได้แก่ เพศหญิง เพศชาย กระเทย (บัณเฑาะว์) และผู้ที่มีสองเพศในร่างเดียว (อุภโตพยัญชนก) ส่วนปากทางสำหรับการสอดใส่ มีอยู่ 3 ทาง ประกอบด้วย ทางประตูหลัง หรือทวารหนัก เรียกว่า วัจจมรรค, ช่องคลอด หรือปากทางปัสสาวะ หรือทวารเบา เรียกว่า ปัสสาวมรรค และทางช่องปาก เรียกว่า มุขมรรค

จะเห็นได้ว่า เรื่องที่เกิดขึ้นในอดีตสมัยพุทธกาล ก็ไม่ได้แตกต่างจากปัจจุบัน พระวินัยของพระพุทธองค์ จึงถือว่าทันกาล ทันสมัยอยู่เสมอ
อย่างไรก็ตาม ท่านก็มีข้อยกเว้นว่า หากภิกษุไม่รู้สึกตัว, ภิกษุวิกลจริต, ภิกษุมีจิตฟุ้งซ่าน, ภิกษุผู้กระสับกระส่ายเพราะเวทนา และภิกษุผู้ละเมิดคนแรก ย่อมไม่มีความผิด แต่ข้อยกเว้นดังกล่าวก็ตัดสินกันได้ค่อนข้างยาก