สู้ตั้งแต่หนุ่มยันแก่ มหาเธร์ โมฮัมหมัด : นายกฯ มาเลเซียอายุมากสุดในโลก

2018-05-11 14:30:53

สู้ตั้งแต่หนุ่มยันแก่   มหาเธร์ โมฮัมหมัด : นายกฯ มาเลเซียอายุมากสุดในโลก

ไม่ต้องบอกหรอกว่า ปัญหาคอร์รัปชั่น ฉ้อโกงเงินกว่า 2 หมื่นล้านบาทในกองทุนเพื่อการลงทุนของรัฐที่ชื่อว่า “1เอ็มดีบี” (1Malaysia Development Berhad) ซึ่งแบกภาระหนี้สินมหาศาล เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้นายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซัค วัย 64 ปี แพ้การเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันพุธที่ 9 พฤษภาคมที่ผ่านมา อย่างหมดสภาพ และเป็นการแพ้ให้กับมหาเธร์ โมฮัมหมัด อดีตนายกรัฐมนตรี ที่บริหารประเทศมายาวนาน 22 ปี และล้างมือในอ่างทองคำ อำลาการเมืองไปแล้วตั้งแต่ปี 2546 เลิกการเมืองไป 15 ปี ก่อนที่จะลงมาคลุกฝุ่นอีกครั้ง เมื่อร่วมกับประชาชนขับไล่นายนาจิบ เพราะข้อกล่าวหาคอร์รัปชั่นใน 1เอ็มดีบี และยอมลงสู้ศึกเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ 14 ของประเทศในครั้งนี้ ด้วยการเป็นแกนนำพรรคฝ่ายค้าน “ปากาตัน ฮาราปัน” หรือแนวร่วมแห่งความหวัง ร่วมกับนายอันวาร์ อิบราฮิม ซึ่งก็เป็นอริเก่าของมหาเธร์



ก่อนการหย่อนบัตรลงหีบเลือกตั้ง สื่อทุกสำนักในแดนเสือเหลืองต่างฟันธงว่า พรรครัฐบาลจะยังคงชนะการเลือกตั้งได้เป็นรัฐบาลต่อ แม้การแข่งขันจะคู่คี่สูสีกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา แต่มหาเธร์ ก็สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้การเมืองมาเลเซีย เมื่อพลิกล็อกชนะเลือกตั้งได้

Advertisement



ความปราชัยอย่างไม่น่าเชื่อนี้ ถือเป็นความอัปยศอดสูอย่างมากสำหรับนายนาจิบ ซึ่งเป็นหนึ่งในตระกูลการเมืองชื่อดังที่สุดของมาเลเซีย และยังสร้างความเสื่อมเสียไปถึงพรรค “บาริซาน นาซิอองนาล” หรือบีเอ็น พรรคร่วมรัฐบาล ที่มีพรรคสหมาเลย์แห่งชาติ หรืออัมโนของเขา เป็นแกนนำ บริหารประเทศมาตั้งแต่มาเลเซียได้รับเอกราชเมื่อ 61 ปีก่อน ต้องไปเป็นฝ่ายค้าน สูญเสียตำแหน่งนายกรัฐมนตรีให้แก่มหาเธร์ วัย 92 ปี ซึ่งทำให้มหาเธร์ ก้าวขึ้นเป็นผู้นำประเทศที่มีอายุมากที่สุดในโลก การเลือกตั้งครั้งนี้ ก็เป็นการพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ชาวมาเลเซีย ยังคงไว้เนื้อเชื่อใจ และศรัทธาในตัวมหาเธร์อย่างไม่เสื่อมคลาย เป็นสุดยอดของการกลับคืนสู่อำนาจที่น่าทึ่ง หลังวางมือไปแล้ว 15 ปี ตรงกันข้ามกับประชาชนที่อิดหนาระอาใจ กับรัฐบาลปัจจุบัน



ส่วนผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ พรรคปากาตัน ฮาราปัน ได้ 113 ที่นั่ง มากกว่า 112 ที่นั่ง ซึ่งเป็นเสียงข้างมาก จากส.ส.ในสภาทั้งสิ้น 222 ที่นั่ง ครองเสียงข้างมากเพียงพอที่จะจัดตั้งรัฐบาล ส่วนพรรคบาริซาน นาซิอองนาล ได้เพียง 79 ที่นั่ง ห่างไกลกันมากจากคะแนนการเลือกตั้งปี 2556 ที่ได้ถึง 133 ที่นั่ง ซึ่งนายนาจิบ ต้องน้อมรับการตัดสินใจของประชาชนผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้ง 14.3 ล้านคน โดยมีผู้ออกไปใช้สิทธิ์กว่าร้อยละ 76

Advertisement



ในวัย 92 ปี มหาเธร์ โมฮัมหมัด ก้าวสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมาเลเซียอีกครั้ง?

มหาเธร์เกษียณตัวเองจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไปในปี 2546 หลังอยู่ในอำนาจมา 22 ปี แต่เขาก็ต้องหยุดการเกษียณเพื่อแก้ไขในสิ่งที่เขาเรียกว่า "ความผิดพลาดครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิต" คือการผลักดันให้นายนาจิบ ราซัค ก้าวขึ้นสู่อำนาจ แต่มาครั้งนี้ มหาเธร์ก็เตรียมผลักดันนายอันวาร์ อิบราฮิม ศัตรูเก่าที่น่าจะเรียกว่า แค้นฝังหุ่น ถ้าไม่มีผลประโยชน์ร่วมกัน ก็คงไม่เผาผีกันในชาตินี้ กลับสู่เวทีการเมือง



ก่อนการเลือกตั้ง มหาเธร์ กล่าวว่า เขาตั้งใจที่จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแค่ 2 ปีเท่านั้น ก่อนที่จะมอบตำแหน่งนี้ให้นายอันวาร์ ผู้นำพรรคร่วมฝ่ายค้าน ซึ่งปัจจุบันถูกลงโทษจำคุกอยู่ ในข้อหารักร่วมเพศ แต่เขาก็ปฏิเสธ และบอกว่าถูกกลั่นแกล้งทางการเมือง โดยในความเป็นจริงแล้ว นายอันวาร์เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีคลัง ควบรองนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลของมหาเธร์ เรียกว่าเคยใกล้ชิดกันมาก่อน ก่อนมาแตกคอกันในภายหลัง ในช่วงเกิดวิกฤตเศรษฐกิจในเอเชียประมาณปี 2540-2541

สำหรับมหาเธร์เข้าร่วมเป็นสมาชิกพรรคอัมโน เมื่ออายุ 21 ปี และทำหน้าที่แพทย์ไปด้วยเป็นเวลา 7 ปีที่รัฐเคดาห์ บ้านเกิด ก่อนได้รับเลือกเป็นส.ส.ในปี 2507 ต่อมาในปี 2512 เขาสูญเสียที่นั่ง และถูกขับออกจากพรรค หลังเขียนจดหมายเปิดผนึกโจมตีนายตุนกู อับดุล ราห์มาน นายกรัฐมนตรีคนแรกของมาเลเซียในขณะนั้น (ตอนเด็กเคยเข้ารับการศึกษาที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ ในกรุงเทพฯด้วย)


Advertisement




จากนั้น มหาเธร์ก็เขียนหนังสือเล่มหนึ่งที่สร้างความฮือฮาและถกเถียงกันอย่างหนัก คือเรื่อง The Malay Dilemma ซึ่งในเนื้อหาของหนังสือเล่มนี้ เขาบอกว่า ประชาชนชาวมาเลย์ ซึ่งเป็นชนกลุ่มใหญ่ของประเทศ กลายเป็นกลุ่มคนด้อยโอกาสไปแล้ว รัฐบาลไม่ได้ให้ความสำคัญ ไม่ต่างจากประชาชนชั้น 2 ด้วยความคุ้นเคยกับบรรดาแกนนำเยาวชนพรรคอัมโน เขาได้รับเชิญให้กลับเข้าพรรค และได้รับเลือกตั้งเข้าสภาอีกครั้งในปี 2517 และได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ ภายในเวลา 4 ปี เขาก็ขยับขึ้นเป็นรองหัวหน้าพรรคอัมโน และก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในปี 2524

ภายใต้การบริหารประเทศของเขา มาเลเซียผงาดกลายเป็นหนึ่งในเสือเศรษฐกิจเอเชียในช่วงทศวรรษที่ 1990 โครงการที่โดดเด่นต่าง ๆ ที่เห็นได้ชัดเจน เช่นการสร้างอาคารแฝด เปโตรนาส ตามความปรารถนาของเขา

มหาเธร์บริหารประเทศแบบใช้อำนาจเผด็จการ แต่ด้วยนโยบายที่เป็นรูปธรรมจับต้องได้ ทำให้เขาได้รับความนิยมจากประชาชนในประเทศอย่างมาก แม้จะถูกครหาเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน นักการเมืองฝ่ายค้าน ถูกลงโทษจำคุกโดยไม่มีการพิจารณาคดี ภายใต้กฎหมายความมั่นคงภายใน ซึ่งก็เป็นกฎหมายที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเช่นกัน



Advertisement



ส่วนนายอันวาร์ อิบราฮิม รองนายกรัฐมนตรี ถูกปลดออกจากตำแหน่ง ด้วยข้อหาอุกฉกรรจ์ คือคอร์รัปชั่น และ "อัดถั่วดำ" รักร่วมเพศ และถูกลงโทษจำคุกในข้อหารักร่วมเพศ เมื่อเขาเรียกร้องให้มีการปฏิรูปเศรษฐกิจและการเมืองในปี 2541 จากนั้นนายอันวาร์ก็ต้องเผชิญหน้ากับคดีความอย่างไม่หยุดหย่อน



มหาเธร์เกษียณตัวเองในเดือนตุลาคม 2546 แต่แม้วางมือแล้ว ในความเป็นจริงเขาก็ไม่เคยหนีหายจากเวทีการเมือง เขายังออกมาวิพากษ์วิจารณ์นายอับดุลาห์ บาดาวี นายกรัฐมนตรีที่สืบต่อจากเขา หลังจากพาพรรคร่วมรัฐบาลสู้ศึกเลือกตั้งในปี 2551 ด้วยผลการเลือกตั้งที่ไม่น่าพอใจ นายบาดาวีถูกกดดันให้ลาออกจากตำแหน่ง เพื่อปูทางให้นายนาจิบ ก้าวขึ้นสู่อำนาจ แต่นายนาจิบกลับมามีปัญหาการคอร์รัปชั่น ฉ้อฉลใน 1เอ็มดีบี นักการเมืองที่ยังภักดีต่อมหาเธร์ในพรรคอัมโน ก็พากันร่วมกดดันนายนาจิบ ทั้งภายในพรรคและในรัฐบาล



เมื่อกดดันไม่ได้ผล มหาเธร์และผู้สนับสนุนระดับแกนนำหลายคน ก็ลาออกจากพรรคอัมโน และเปลี่ยนขั้วไปร่วมกับฝ่ายค้านในปี 2559 จากนั้นในเดือนมกราคม ปีนี้ มหาเธร์ก็ประกาศเจตนารมณ์ชัดว่าจะลงเลือกตั้ง ในวัย 92 ปี และเมื่อวันพุธที่ 9 พฤษภาคมที่ผ่านมา เขาก็สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการนำพรรคร่วมฝ่ายค้านชนะเลือกตั้ง โค่นพรรครัฐบาลที่บริหารประเทศมายาวนานกว่า 60 ปี


ในความเป็นจริงแล้ว ถ้านายอันวาร์ไม่มีความคิดเห็นขัดแย้งกับมหาเธร์เกี่ยวกับนโยบายเศรษฐกิจ ในช่วง "วิกฤตต้มยำกุ้ง" จนต้องแตกหัก นายอันวาร์คือตัวเก็งที่มหาเธร์วางตัวไว้ให้สืบทอดตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และนายอันวาร์ต้องนั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีของมาเลเซียต่อจากมหาเธร์ ความขัดแย้งทำให้เกิดความผิดพลาดดังกล่าว เวลาล่วงเลยมา 20 ปี ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจะวนมาอยู่กับนายอันวาร์อีกครั้ง ตามสัญญาลูกผู้ชายที่มหาเธร์ จะดำรงตำแหน่งไปก่อน 2 ปี จากนั้นก็ให้นายอันวาร์รับช่วงต่ออีก 3 ปีที่เหลือ หลังนายอันวาร์ได้รับการอภัยโทษทั้งหมด

Advertisement




พิสูจน์ให้เห็นความจริงของคนการเมืองอีกครั้งว่า "ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร"