108 ปัญหากับหมอรามาฯ : โอกาสหายขาดจากการติดเชื้อเอชไอวี

2018-05-01 14:00:47

108 ปัญหากับหมอรามาฯ : โอกาสหายขาดจากการติดเชื้อเอชไอวี

วิวัฒนาการการรักษาการติดเชื้อเอชไอวีที่จะช่วยให้ผู้ป่วยมีความหวังอีกครั้ง


ภาพ Jarun Ontakrai / Shutterstock.com

ในอดีตผู้ติดเชื้อเอชไอวีโดยเฉพาะผู้ป่วยโรคเอดส์มีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตสูงมาก หรือแทบจะไม่เหลือความหวังในการใช้ชีวิตให้เหมือนกับคนปกติได้เลย ทำให้ทางการแพทย์มุ่งเน้นในเรื่องของการรักษาโรคนี้อย่างต่อเนื่องมาหลายสิบปี กระทั่งปัจจุบันมีวิวัฒนาการเกิดขึ้นมากมายเกี่ยวกับการรักษาการติดเชื้อเอชไอวีช่วยให้ผู้ป่วยมีความหวังอีกครั้ง

Advertisement




ย้อนกลับไปเมื่อสมัย 20 กว่าปีก่อนการรักษาการติดเชื้อเอชไอวีนั้นผู้ป่วยต้องกินยาต้านเอชไอวีจำนวนมาก อาจจะสูงถึงประมาณ 15-20 เม็ดต่อวัน กระทั่งมีการพัฒนาเรื่อยมาโดยมีการรวมยา 3 ชนิดเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อให้ผู้ป่วยกินยาน้อยลงเพียงแค่วันละ 1 เม็ด และพัฒนายาให้มีผลข้างเคียงน้อยลงด้วย เพราะในอดีตยาที่ใช้รักษามักมีผลข้างเคียงหลายอย่าง เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย และผื่นแพ้ยา เป็นต้น


Advertisement




โดยการกินยารักษาการติดเชื้อเอชไอวีนั้นจะต้องกินให้ครบและตรงเวลาเป็นประจำทุกวัน เป็นข้อปฏิบัติที่เคร่งครัด เพื่อประสิทธิภาพในการรักษา และจะต้องกินไปตลอดชีวิต จากข้อมูลที่มีอยู่ในปัจจุบัน

แต่ในปัจจุบันยังมีการพัฒนายารักษาการติดเชื้อเอชไอวีอย่างต่อเนื่อง ในขณะนี้ได้มีการพัฒนายาชนิดฉีดและได้มีการศึกษาวิจัยในผู้ติดเชื้อแล้วโดยเป็นยาต้านเอชไอวี 2 ชนิดฉีดพร้อมกัน เพื่อช่วยให้ไม่ต้องกินยาทุกวัน โดยการฉีด 1 ครั้ง จะอยู่ได้นาน 1-2 เดือน คาดว่าจะได้มีการรับรองให้ใช้ในผู้ติดเชื้อเอชไอวีต่อไป

สำหรับการรักษาการติดเชื้อเอชไอวีในปัจจุบันยังคงเป็นหลักการที่ยายับยั้งการแบ่งตัวของเชื้อเอชไอวีเท่านั้น แต่ก็ทำให้ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตได้เหมือนกับคนปกติ และมีอายุขัยใกล้เคียงคนปกติ แต่การรักษาที่ทำให้หายขาดยังคงอยู่ในระหว่างการพัฒนา ซึ่งปัจจุบันมีผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่หายขาดเพียงคนเดียวเท่านั้นในโลกนี้ที่ผ่านการยืนยันว่าหายจากการติดเชื้อเอชไอวีจริง เป็นชาวต่างชาติที่ติดเชื้อเอชไอวีมานาน และป่วยเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวร่วมด้วย โดยผู้ป่วยคนดังกล่าวได้รับการปลูกถ่ายไขกระดูกเพื่อรักษามะเร็งเม็ดเลือดขาว ซึ่งเซลล์ที่ปลูกถ่ายเป็นเซลล์ชนิดพิเศษที่มีคุณสมบัติในการต้านทานการติดเชื้อเอชไอวี ทำให้เชื้อเอชไอวีไม่กลับมาอีก หลังจากติดตามผลการรักษามาประมาณ 10 ปีพบว่าผู้ป่วยรายนี้ไม่ต้องกินยาต้านเอชไอวีอีก สามารถใช้ชีวิตได้เหมือนคนปกติ และตรวจแทบไม่พบเชื้อเอชไอวีในตัว

Advertisement





แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการปลูกถ่ายไขกระดูกยังมีข้อจำกัดเนื่องจากมีค่าใช้จ่ายสูงตั้งแต่หลักแสนไปจนถึงหลักล้าน แต่ต้องหาไขกระดูกที่เข้ากันได้ อีกทั้งยังมีผลข้างเคียงหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นภาวะแทรกซ้อนจากการติดเชื้อ เซลล์ใหม่ที่ใส่เข้าไปในร่างกายต้านกับเซลล์เก่า หรือผลข้างเคียงจากการให้ยาเคมีบำบัดรวมถึงการฉายแสงทั่วร่างกาย ซึ่งมีความเสี่ยงมาก แต่ผู้ติดเชื้อรายนี้ก็สามารถรอดพ้นจากภาวะแทรกซ้อนและหายขาดจากการติดเชื้อเอชไอวีได้นับว่าโชคดีมาก

สำหรับการวิจัยในเรื่องการรักษาการติดเชื้อเอชไอวีให้หายขาดในปัจจุบัน แบ่งออกเป็น 3 วิธี วิธีแรกคือ การปลูกถ่ายไขกระดูกดังเช่นผู้ป่วยที่กล่าวมาแล้วข้างต้น วิธีที่ 2 คือ การเริ่มยาต้านเอชไอวีอย่างเร็วภายใน 2 สัปดาห์แรกก่อนที่ผลการตรวจเลือดจะเป็นบวก ซึ่งมีผู้ป่วยจำนวนหนึ่งที่อยู่ในการศึกษาวิจัยนี้ ยังมีผลเลือดที่เป็นลบหลังการรักษา ทำให้คล้ายกับว่ายังไม่ได้ติดเชื้อเอชไอวีมาก่อน และวิธีที่ 3 คือ การรักษาด้วยวิธีอื่น ๆ เช่น การใช้ยาบางชนิดกระตุ้นให้เชื้อเอชไอวีออกมาจากเซลล์และใช้วิธีการอีกวิธีหนึ่งทำลายเชื้อเอชไอวีที่ออกมาจากเซลล์ แต่การศึกษาวิธีอื่น ๆ นี้ยังได้ผลไม่ดีเท่าที่ควร

ทั้งนี้การป้องกันการติดเชื้อเอชไอวียังคงเป็นวิธีที่ดีที่สุดและการที่ให้ได้รับการวินิจฉัยเร็ว เพื่อเข้าสู่การรักษา หากพบว่าตนเองมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวี ควรตรวจหาการติดเชื้อเอชไอวี หากพบว่ามีการติดเชื้อจะได้รับการรักษาได้ทันท่วงที เพราะปัญหาในปัจจุบันที่พบคือ การที่ไม่รู้ตัวว่าตัวเองว่าติดเชื้อ และเมื่อมาพบแพทย์มักมีอาการหนักมากแล้วหรือมีภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายและรักษายาก

Advertisement




ภาพ vchal / Shutterstock.com

ทั้งนี้สำหรับผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่ได้รับการรักษาอยู่แล้ว ควรได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอเพราะปัญหาที่พบบ่อยคือ การรักษาที่ไม่ต่อเนื่อง ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง ทำให้รักษาได้ยาก รวมถึงพบเชื้อเอชไอวีที่ดื้อยา

กลุ่มคนที่มีความเสี่ยงที่แนะนำให้ควรตรวจหาการติดเชื้อเอชไอวีได้แก่ ชายรักชาย ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ป้องกัน มีคู่นอนหลายคน และใช้ยาเสพติดชนิดฉีดร่วมกัน ส่วนอีกกลุ่มที่แนะนำคือ หญิงตั้งครรภ์ที่ควรได้รับการฝากครรภ์และตรวจหาการติดเชื้อเอชไอวีทุกรายเพื่อรับยาป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีจากแม่สู่ลูกในกรณีที่มีการติดเชื้อเอชไอวี

โดยสรุป การรักษาการติดเชื้อเอชไอวีให้หายขาดในปัจจุบันทางการแพทย์ยังคงอยู่ในระหว่างการศึกษาวิจัยและคิดค้นอย่างต่อเนื่อง และการหายขาดจากการติดเชื้อเอชไอวียังคงมีผู้ป่วยเพียงรายเดียวเท่านั้นที่สามารถหายได้จริง สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การทราบว่าตนเองมีความเสี่ยง และเข้ารับการตรวจเลือดหาการติดเชื้อเอชไอวี เพื่อให้ได้รับการรักษาอย่างเร็วที่สุด

Advertisement






ศ. พญ.ศศิโสภิณ เกียรติบูรณกุล
สาขาวิชาโรคติดเชื้อ ภาควิชาอายุรศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล 







แท็กที่เกี่ยวข้อง