"สมชาย"แนะ กมธ.กฎหมายลูกถกร่วมกันก่อนวันประชุมร่วมรัฐสภา

2022-07-14 15:09:25

"สมชาย"แนะ กมธ.กฎหมายลูกถกร่วมกันก่อนวันประชุมร่วมรัฐสภา

Advertisement

"สมชาย"แนะ กมธ.กฎหมายลูกถกร่วมกันก่อนวันประชุมร่วมรัฐสภา 26-27 ก.ค.

เมื่อวันที่ 14 ก.ค. นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. (ฉบับที่..) พ.ศ... รัฐสภา ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีข้อกังวลปัญหาเรื่องการคำนวณส.ส.บัญชีรายชื่อด้วยการหาร 500 ว่า ตอนแก้ไขรัฐธรรมนูญร่างที่สมบูรณ์คือร่างของพรรคพลังประชารัฐ และร่างของพรรคเพื่อไทย ที่เขียนมาตราที่ตกกระทบไว้หลายมาตรา แต่ที่ประชุมรัฐสภาเลือกร่างของพรรคประชาธิปัตย์ที่มีการแก้ไข 2 มาตรา ซึ่งตอนที่ กมธ.พิจารณามีประเด็นเห็นว่ายังมีมาตรา 93 และมาตรา 94 ค้างอยู่ จึงมีผู้เสนอในชั้น กมธ.แก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ก็มาเสนอถอนในนาทีสุดท้ายออก ดังนั้นแนวทางที่ควรทำคือแก้ไขมาตรา 93 และมาตรา 94 ให้ลุล่วง แต่กลับมาเสนอร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญก่อน ทำให้เกิดปัญหาที่มันเป็นติ่ง แต่มี กมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.บางคนคิดว่ามันไม่ใช่ติ่ง แต่ทุกอย่างเมื่อมีอยู่ในกฎหมายรัฐธรรมนูญถือว่ายังมีผลบังคับใช้ ดังนั้นฝ่ายเสียงข้างน้อยที่ชนะโหวตหาร 500 ชนะ ต้องแก้มาตราตกกระทบที่เหลืออยู่ให้กฎหมายไม่ให้ขัดกัน ซึ่งตนก็ได้บอกไม่เป็นทางการไปในกลุ่มไลน์ กมธ.ว่าน่าจะจัดประชุมเรื่องนี้ก่อนที่จะถึงวันประชุมร่วมรัฐสภาในวันที่ 26-27 ก.ค. ไม่เช่นนั้นจะเกิดความยุ่งที่จะต้องมาพักการประชุม และ กมธ.ต้องเรียกประชุมเพื่อแก้ไขร่างกฎหมายเหมือนกับการพิจารณาร่างพ.ร.บ.ประชามติ และร่างพ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ... ที่ผ่านมาที่เสียงข้างน้อยชนะ ทำให้ต้องพักการประชุมไปหลายสัปดาห์ เพื่อไปแก้ไขกฎหมายให้สอดรับกัน แต่ดูเหมือนกรรมาธิการฯที่อยู่ในไลน์นั้นไม่เห็นด้วย ดังนั้นทางออกคือต้องปล่อยให้เกิดการประชุมร่วมรัฐสภาในวันที่ 26-27 ก.ค. และที่ประชุมร่วมรัฐสภาก็ต้องสะท้อนปัญหานี้ว่าเมื่อ กมธ. เสียงข้างน้อยชนะในการแก้ไขมาตรา 23 ของร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.แล้ว มาตราต่อเนื่องจะแก้ไขอย่างไรเพื่อไม่ให้กฎหมายขัดกันเอง ตนเข้าใจว่าฝ่ายเสียงข้างน้อยต้องไปยกร่างปรับปรุงมา และที่ประชุมรัฐสภาก็ต้องพักการประชุมเพื่อให้กรรมาธิการฯไปเรียกประชุมในวันนั้นเพื่อปรับปรุงร่าง ส่วนจะเป็นเสียงข้างมากหรือข้างน้อยก็ต้องมาโหวตกันในที่ประชุมรัฐสภาต่อไป

นายสมชาย กล่าวต่อว่า ทั้งนี้มีสมาชิกรัฐสภาบางคนอภิปรายทำให้เกิดการเข้าใจผิดว่าร่างกฎหมายฉบับนี้เมื่อแก้เสร็จต้องส่งไปศาลรัฐธรรมนูญอัตโนมัตินั้นไม่เป็นความจริง เพราะตามขั้นตอนคือเมื่อเกี่ยวข้องกับองค์กรใดก็ส่งให้องค์กรนั้นพิจารณา นั้นคือกกต. เมื่อพิจารณาว่าขัดรัฐธรรมนูญ กกต.ก็ต้องแย้งกลับมาที่รัฐสภา เพื่อดำเนินการปรับแก้ ถ้ารัฐสภาไม่ปรับแก้ก็จะเกิดความขัดแย้งระหว่างสององค์กร ตรงนี้ก็จะส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ แต่ถ้ากกต.ไม่แก้ไข เพราะเห็นว่าสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแล้ว กลุ่มที่เห็นต่างที่เป็นสมาชิกรัฐสภาสามารถยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ก่อนนายกฯนำขึ้นทูลเกล้าฯ 5 วัน ขณะเดียวกันหากกกต.แก้ไขให้รัฐสภากลับมาใช้หาร 100 กลุ่มที่เห็นด้วยกับการหาร 500 ก็ยื่นศาลรัฐธรรมนูญได้เช่นกัน ท้ายสุดไม่ได้เป็นการไปศาลรัฐธรรมนูญอัตโนมัติ แต่เป็นการใช้ข้อบังคับรัฐสภาในการยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ

เมื่อถามว่า ดูแล้วกฎหมายเลือกตั้งฉบับนี้จะทันใช้กับการเลือกตั้งครั้งหน้าที่จะเกิดขึ้นหรือไม่ นายสมชาย กล่าวว่า ตนคิดว่าทัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับกสภาฯอยู่ครบวาระหรือไม่ แต่หากเกิดอุบัติเหตุภายหลังอภิปรายไม่ไว้วางใจปลายเดือนนี้ นายกฯประกาศยุบสภาก็ไม่ทันใช้ในการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น แต่ตนเชื่อว่านายกฯจะไม่ยุบสภา เพราะมีภารกิจสำคัญคือการต้อนรับผู้นำประเทศต่างๆ ในฐานะเจ้าภาพการประชุมเอเปคที่จะมีขึ้นในกลางเดือนพ.ย.นี้ ตนเชื่อว่าสภาฯจะอยู่ไปได้จนถึงพ.ย. หรือเลยไปถึงต้นปีหน้า หากรัฐสภาร่วมมือช่วยกันให้กฎหมายที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งทั้งสองฉบับผ่านการพิจารณาก็จะใช้ทันการเลือกตั้งครั้งหน้า แต่ถ้าเราไม่ร่วมมือกันและขัดกันเองด้วยเหตุใดก็แล้วแต่ ตนเห็นว่าแม้ยุบสภาฯและไม่มีกฎหมายสองฉบับนี้ก็ยังมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นได้ เพราะเมื่อปี 2532 และ 2538 เคยเกิดเหตุการณ์ไม่มีพ.ร.บ.เลือกตั้ง ทำให้ต้องใช้พ.ร.ก. อาศัยความตามประเพณีได้ เมื่อจะมีการเลือกตั้งหน่วยที่จัดการเลือกตั้งต้องมีกฎหมายใช้ ดังนั้นฝ่ายบริหารสามารถออกพ.ร.ก.ให้มีการประกาศใช้สำหรับกกต.ในฐานะที่จัดการเลือกตั้งได้มีวิธีปฏิบัติ เพื่อไม่ให้เกิดช่องว่างที่จะไม่มีกฎหมายใช้

ต่อข้อถามว่า การที่ฝ่ายบริหารออก พ.ร.ก.เอง ก็จะมีบางฝ่ายมองว่าเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับฝ่ายบริหารเองเพื่อชนะการเลือกตั้งครั้งหน้า นายสมชาย กล่าวว่า เป็นเรื่องธรรมดา ใครเป็นฝ่ายค้านก็มองแบบนั้น ในที่สุดตนเชื่อว่าฝ่ายค้านและรัฐบาลปัจจุบันต้องการให้ร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.ให้สำเร็จลุล่วง ส่วนส.ว.ไม่มีส่วนได้เสีย แต่หากเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองขึ้นมาก็มีทางออก ส่วนพ.ร.ก.จะบอกว่าเอื้อหรือไม่เอื้อรัฐบาลก็กล่าวหากันได้ แต่รัฐบาลที่ออกพ.ร.ก. เพราะต้องมีความรับผิดชอบทางกฎหมายให้ทุกอย่างเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ และเป็นประเพณีปฏิบัติเพื่อให้กกต.ทำงานได้ ทุกอย่างมีระบบดุลกันอยู่แล้ว การกล่าวหาล้วนเป็นวาทกรรมทางการเมือง แต่ทางที่ดีทำร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.ให้แล้วเสร็จดีกว่า เพราะทุกคนมีส่วนได้ส่วนเสีย