ปลัด ศธ.ชู 7 เรื่องแก้หนี้สินครู

2022-06-15 09:55:34

ปลัด ศธ.ชู 7 เรื่องแก้หนี้สินครู

Advertisement

ปลัด ศธ.นั่งประธานแก้หนี้สินครูชี้ต้นตอปัญหาเกิดจากตัวครูขาดวินัยทางการเงิน เจ้าหนี้ให้สินเชื่อไม่เป็นธรรม ชู 7 เรื่องเร่งขับเคลื่อน

เมื่อวันที่ 15 มิ.ย.  นายสุภัทร จาปาทอง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 13 มิ.ย.ที่ผ่านมา นายสุทธิชัย จรูญเนตร ที่ปรึกษา รมว.ศึกษาธิการ ในฐานะประธานคณะกรรมการแก้ไขปัญหาหนี้สินข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้แจ้งต่อที่ประชุมคณะกรรมกา ว่า ได้ลาออกจากตำแหน่งที่ประชุมจึงได้เห็นชอบให้ตนในฐานะปลัด ศธ. ทำหน้าที่ประธานคณะกรรมการ เพื่อสานต่อ การขับเคลื่อนงานให้เกิดความต่อเนื่อง  ทั้งนี้ ที่ประชุมเห็นว่าปัญหาหนี้สินครู คนส่วนใหญ่มักด่วนสรุปว่าต้นตอของปัญหา อยู่ที่ตัวของครูที่ขาดวินัย ทางการเงิน ซึ่งก็อาจมีส่วนถูกอยู่บ้าง แต่เป็นเพียงส่วนเดียว ในทางกลับกันเจ้าหนี้ของครูที่ให้สินเชื่ออย่างไม่เป็นธรรม คิดดอกเบี้ยเงินกู้แพงกว่าการเป็นสินเชื่อสวัสดิการ ก็เป็นอีกส่วนสำคัญที่ทำให้ครูต้องตกอยู่ในวังวน ของปัญหาหนี้สิน  นอกจากนี้ ศธ.ในฐานะนายจ้างของครู เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบกับปัญหาที่เกิดขึ้น เพราะทำหน้าที่ตัดเงินเดือนนำส่งให้เจ้าหนี้ โดยไม่ได้ดูว่าครูมีเงินเดือนหลังจากหักจ่ายชำระหนี้แล้ว  เพียงพอในการดำรงชีพอย่างมีศักดิ์ศรีหรือไม่ เรื่องนี้ถือเป็นต้นตอที่ทำให้ครูต้องหันไปพึ่งพาหนี้นอก ระบบ เมื่อขาดสภาพคล่อง

นายสุภัทร กล่าวต่อว่า การแก้ไขปัญหาหนี้สินครูทั้งระบบให้เกิดประสิทธิผล จึงจำเป็นที่จะต้องมองในภาพรวมทั้ง 3 ส่วน ทั้งในส่วนของตัวครู ส่วนของเจ้าหนี้ครู และส่วนของนายจ้างหรือ ศธ. ซึ่งจะเป็นสื่อกลางให้สองส่วนแรก โดยจะมีเรื่องสำคัญที่ ศธ. จำเป็นต้องขับเคลื่อนให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็ว 7 เรื่อง ได้แก่ 1. การปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ให้สมกับเป็นสินเชื่อสวัสดิการ ตัดเงินเดือนของข้าราชการ 2. การทำให้ครูมีเงินเหลือใช้หลังจากชาระหนี้ ไม่น้อยกว่า 30% หรือไม่น้อยกว่าเดือนละ 9,000 บาท 3. การคุมยอดหนี้ที่ครูจะสามารถกู้ได้ ไม่ให้เกินศักยภาพที่จะชำระคืนได้ด้วยเงินเดือน โดยสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ซึ่งเป็นผู้ดูแลหน่วยตัดเงินเดือนครู จะเป็นจุดศูนย์กลางประสานช่วยครูแก้ไขหนี้สินก้อนต่าง ๆ 4. การปรับโครงสร้างหนี้ เพื่อให้เจ้าหนี้ทุกรายสามารถแบ่งเงินเดือน 70% ได้อย่างเพียงพอ โดยนายจ้างหรือ ศธ. จะเข้ามาเป็นคนกลางที่จะช่วยเจรจา เพราะมีอำนาจต่อรอง 5. การประกาศกำหนดกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการดาเนินการตัดเงินเดือน ซึ่งกำลังเร่งหาแนวทางการ กำหนดลำดับการตัดชาระหนี้ ให้มีการตัดเงินต้นก่อน เพื่อลดโอกาสที่ครูจะเป็นหนี้ไปจนตาย และกำหนด ลำดับการตัดชาระหนี้ เช่น ให้หักสวัสดิการ ช.พ.ค. และ ช.พ.ส. ในลำดับแรก ในกลุ่มเดียวกับการหักให้สหกรณฯ 6. การแก้ปัญหากรณีครูผู้กู้และผู้ค้าประกันถูกฟ้องร้องดำเนินคดี โดย ศธ.จะเป็นตัวแทนครูขอให้ศาลช่วย ความเป็นธรรมในการไกล่เกลี่ยคดีที่ครูถูกฟ้อง 7. การช่วยครูแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ

ปลัด ศธ.กล่าวด้วยว่า ปัจจุบัน ศธ.จัดตั้งสถานีแก้หนี้ครูทั่วประเทศแล้ว 558 สถานี คือ ระดับจังหวัด 77 แห่ง ระดับเขตพื้นที่การศึกษา 245 แห่ง และระดับส่วนกลาง เช่น สป./กศน./ก.ค.ศ./สอศ. 236 แห่ง เพื่อให้ สามารถรองรับครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ลงทะเบียนขอรับการช่วยเหลือแก้หนี้ จานวน 41,128 คน ได้ อย่างครอบคลุม โดยขณะนี้สถานีแก้หนี้ทุกแห่ง กำลังวิเคราะห์ข้อมูล และติดต่อขอข้อมูลจากผู้ลงทะเบียน เพื่อรวบรวม วิเคราะห์ จัดทำข้อมูลการลงทะเบียนแก้ไขปัญหาหนี้สินครู ศธ.จะประชาสัมพันธ์ผลการดำเนินงานของสถานีแก้หนี้ครู แนวทางการแก้หนี้ครูของสหกรณ์ออมทรัพย์ ครูต้นแบบทุกจังหวัด รวมทั้งแนวทางปฏิบัติที่สำคัญให้เพื่อนครูได้รับทราบเป็นระยะ ให้เชื่อมั่นว่าแนวทาง ดำเนินงานแก้หนี้สินครูทั้งระบบเกิดขึ้นได้จริง เพื่อให้หนี้สินของครูทั่วประเทศที่ยังปฏิบัติหน้าที่อยู่ 4 แสน คน และที่เกษียณอายุราชการแล้วอีก 5 แสนคน รวม 9 แสนคน รวมยอดหนี้สวัสดิการหักเงินเดือน ข้าราชการ 1.4 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นสหกรณ์ออมทรัพย์ครู 108 แห่ง ยอดหนี้ 9 แสนล้าน และสถาบัน การเงิน 3 แห่ง ธนาคารออมสิน อาคารสงเคราะห์ กรุงไทย ยอดหนี้ 5 แสนล้านบาท ได้รับการแก้ไขตาม แนวทางดังกล่าว โดยมีหนี้เสียหรือเป็น NPLs ไม่เกิน 1-2% เท่านั้น

แท็กที่เกี่ยวข้อง